การเตือนตนเองเป็นเรื่องสำคัญมากในการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา โดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพราะในปีใหม่อาจมีสิ่งดีงามรอเราอยู่มากมาย แต่ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรับสิ่งที่ดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิต บางทีสิ่งดีงามเหล่านั้นก็จะผ่านเลยเราไปก็ได้ โอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อย อ่านต่อ…

0

การเตือนตนเองเป็นเรื่องสำคัญมากในการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา โดยเฉพาะในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพราะในปีใหม่อาจมีสิ่งดีงามรอเราอยู่มากมาย แต่ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรับสิ่งที่ดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิต บางทีสิ่งดีงามเหล่านั้นก็จะผ่านเลยเราไปก็ได้ โอกาสดีๆไม่ได้มีมาบ่อย และเมื่อโอกาสดีมาถึง ปรากฏว่าเราไม่พร้อมที่จะรับสิ่งดีงามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราจึงตกขบวนรถไฟอยู่เรื่อยไป

ดังนั้น ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างนี้ จึงเป็นเวลาที่ดีสำหรับเตรียมตัวให้พร้อม ซักซ้อมให้ดี เข้าไปสู่ชีวิตใหม่ในปีใหม่  ตามคติฝรั่งที่เริ่มนับปีใหม่จากเดือนมกราคม โดยนับธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี ตามคติฝรั่งนี้ เดือนมกราคมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าแจนยัวรี่ (January) เป็นการตั้งตามชื่อของเทพประจำเดือนมกราคม ชื่อว่าเจนัส (Janus) เป็นเทพโรมันที่มีใบหน้าสองหน้า หน้าหนึ่งสำหรับมองไปข้างหน้า อีกหน้าหนึ่งสำหรับมองไปข้างหลัง คือหน้าหนึ่งมองไปที่ปีใหม่ ๒๕๕๙ ในอนาคต อีกหน้าหนึ่งมองกลับอดีตในปี ๒๕๕๘ ที่กำลังจะผ่านเลยไป

ที่เทพเจนัสจึงมี ๒ หน้า เพราะเทพองค์นี้มีหน้าที่เฝ้าประตู ใครเข้าใครออกสวรรค์ ต้องผ่านประตูนี้ เจนัสต้องคอยเหลียวไปเหลียวมาจนเมื่อยคอ เทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์ของโรมันเรียกว่าจูปิเตอร์ (Jupiter) จึงบันดาลให้เจนัสไม่ต้องเหลียวหน้าเหลียวหลังด้วยการทำให้เขามี ๒ หน้า หน้าหนึ่งสำหรับดูคนที่กำลังออกไป อีกหน้าหนึ่งสำหรับดูคนที่จะเข้ามา เทพเจนัสจึงเหมาะสมกับการเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงจากอดีตเข้าสู่อนาคต

หน้าที่มองอดีต ถ้าเห็นว่าอะไรที่ไม่ดี ให้กันไว้อย่าให้ตามไปรังควานเราในอนาคต นี่คือหน้าที่มองไปข้างหลัง ส่วนหน้าที่มองไปข้างหน้าก็วาดฝันพาเราเดินไปสู่เป้าหมายที่ดีงามในอนาคต

ดังนั้น ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นเวลาที่เราจะตรวจสอบตัวเองและเตือนตนเอง ดังพุทธภาษิตที่ว่า อตฺตนา  โจทยตฺตานํ  ปฏิมํเสตมตฺตนา  แปลความว่า จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตรวจสอบตนเองด้วยตนเอง คือเอาตัวเรามองตัวเรา ถ้าเราไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่เตือนตัวเอง ใครจะมาเตือนเรา ใครจะรู้จักเราดีเท่ากับตัวเราเอง คนที่ใกล้ชิดเรา เขามีเรื่องที่จะต้องใส่ใจ สนใจ คือตัวเขาเอง เราเองเท่านั้นรู้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นในตัวเรา อะไรเป็นจุดด้อยที่จะต้องกำจัด ฉะนั้นเมื่อพิจารณาจุดเด่น จุดด้อยในรอบปีที่ผ่านมา เราจะได้กำจัดจุดด้อยเสริมจุดเด่น ด้วยการพิจารณาตรวจสอบ อะไรดี อะไรไม่ดี ในตัวเรา เราจึงต้องเตือนตนอยู่เสมอ

ตนของตน เตือนตน ให้พ้นผิด      ตนเตือนจิต ตนได้ ใครจะเหมือน
ตนเตือนตน ไม่ได้  ใครจะเตือน      อย่าแชเชือน เตือนตน ให้พ้นภัย

ช่วงเวลาก่อนจะสิ้นปี ให้ใช้ใบหน้าที่มองไปข้างหลังเตือนตัวเรา และให้ใช้ใบหน้าที่มองไปข้างหน้าวางแผนสำหรับอนาคต การวางแผนสำหรับอนาคตคือปี ๒๕๕๙ วางแผนอนาคตให้ตรงกับจุดเด่นของเรา อย่าไปทำตรงจุดด้อย  การเตือนตนในที่นี้คือ เตรียมที่จะทำในสิ่งที่เราประสงค์ เมื่ออายุมากแล้ว เราเตรียมอะไรไว้สำหรับเดินทาง เช่นทำบุญกุศล  จัดการมรดกให้คนอยู่ข้างหลังไม่ต้องทะเลาะแย่งมรดกกัน นี่เรียกว่าไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป ถ้าหลับๆ ตื่นๆ อยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย เรียกว่าเป็นคนพาล พาลแปลว่าคนไร้ปัญญา อยู่สักแต่ว่าหายใจเข้า หายใจออก ไม่มีแผนการอันเป็นประโยชน์สำหรับอนาคต

ส่วนบัณฑิตคือผู้มีปัญญา นึกถึงประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในอนาคต บัณฑิตทำประโยชน์ปัจจุบันยังไม่พอ ต้องคิดจะทำประโยชน์ปีหน้าและปีต่อๆ ไปดังพุทธภาษิตที่ว่า ทิฏฺเฐ  ธมฺเม  จ  โย  อตฺโถ  โย  จตฺโถ  สมฺปรายิโก เป็นต้น แปลความว่า คนมีปัญญาท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะคิดถึงประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ระยะยาวในอนาคต

ทุกอย่างต้องมีการเตรียมพร้อม เวลาเตรียมตัวต้องพิจารณาดูว่า เราพร้อมที่จะทำสิ่งที่นี้ไหม ถ้าไม่พร้อมต้องเตรียมตัว เตรียมใจก่อน ถ้าหากว่ามีอะไรจะต้องแก้ไขปรับปรุงให้เกิดความพร้อม ต้องกลับจิตกลับใจ กลับกาย กลับตัว กลับหางกลับหัว เปลี่ยนชั่วให้เป็นดี อะไรที่ไม่พร้อมไม่ดีที่ผ่านมาอย่าไปเก็บเอาไว้ ทำสิ่งที่ดีงามให้กับตัวเองและอย่าไปผัดผ่อนให้เวลาผ่านไปอย่างไร้คุณค่า เวลาทุกนาทีหมดไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้

ปี ๒๕๕๘ หมดไปแล้ว เอาคืนมาได้ไหม บางคนบอกว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง อันที่จริง เวลามีค่ากว่าเงินทอง เพราะเงินทองหล่นหายแล้วตามหาคืนได้ แต่เวลาหมดแล้วหมดเลย ไม่มีวันหวนคืนมา

อันเงินทองหล่นหายย้อนไปหา
ยังมีท่าหวังพบประสบสม
แต่เวลาผ่านไปไม่ปรารมภ์
จะนิยมย้อนหลังอย่าหวังเลย

โอกาสดีมีเพียงครั้งเดียว พลาดแล้วพลาดเลย เหมือนเรื่องดังต่อไปนี้
นกพิราบกับมดเป็นเพื่อนกัน นกทำรังอยู่บนต้นไทร ส่วนมดอาศัยอยู่ริมแม่น้ำใต้ต้นไทร ต้นไทรอยู่ริมน้ำแผ่กิ่งก้านสาขายื่นไปในแม่น้ำ ส่วนมดทำรังอยู่บนดิน นกรับมดเป็นเพื่อนโดยไม่รังเกียจว่าตัวเล็กจะมีประโยชน์อะไร คิดว่าอย่างน้อยเอาไว้คุยแก้เหงา สร้างมิตรภาพกัน จนกระทั่งวันหนึ่งฝนตกหนัก น้ำเจิ่งนองล้นตลิ่ง มดไม่ทันระวังตัว น้ำมาพัดเอามดลอยไปกลางแม่น้ำ นกมองเห็นความทุกข์ของเพื่อนคิดจะช่วย แต่นกว่ายน้ำเป็นไม่เป็น นกมีจุดอ่อน อะไรคือจุดแข็งของนก จุดแข็งคือนกบินได้ นกใช้จุดแข็งของตนให้เป็นประโยชน์ นกคิดเตือนตัวเองว่า เพื่อนจะจมน้ำตายอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ช่วยตอนนี้มดตายแน่นอน โอกาสมีแค่นิดเดียว นกเตือนตัวเองให้รีบช่วยมด  นกใช้ปัญญาคิดหาวิธีช่วยเพื่อน เมื่อคิดออกนกก็รีบบินคาบเอาใบไม้แห้งโฉบลงไปใกล้มดที่กำลังจะจมน้ำ ทิ้งใบไม้ลงใกล้ตัวมดเหมือนแพกู้ชีพ ตะโกนบอกให้มดปีนขึ้นมาบนใบไม้ มดเห็นใบไม้ให้รู้สึกขอบคุณนก มดรีบปีนขึ้นไปเกาะบนใบไม้ ใบไม้ลอยไปตามน้ำ นกก็บินโฉบมาอีกรอบ เอาปากคาบใบไม้ที่มีมดอยู่นั้นมาวางไว้บนบกริมตลิ่ง มดรอดชีวิตด้วยความมีน้ำใจและการช่วยอย่างทันเวลาของนก เวลาไม่คอยท่า การที่นกพิราบตัดสินใจอย่างรวดเร็วได้ช่วยมดให้รอดตาย

เหตุการณ์ผ่านไปด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง นายพรานเดินมาใต้ต้นไทร  เล็งธนูไปที่นกพิราบตัวนั้น ซึ่งกำลังเกาะกิ่งไทร นายพรานขึ้นธนูเตรียมยิงนก มดอยู่ข้างล่างมองเห็นเหตุการณ์ตลอด ถ้าไม่ตัดสินใจให้ทันท่วงที นกอาจตายได้ มดมีน้ำใจอยากจะช่วยเพื่อน แต่ต้องพิจารณาตัวเองเหมือนกัน มดตัวเล็กๆ จะช่วยนกได้อย่างไร  มดใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์ ตรวจสอบตัวเองว่ามดมีจุดแข็งอะไร จุดแข็งของมดคือกัดเก่ง มดจึงรีบกัดที่เท้าของนายพรานที่กำลังเล็งธนูไปที่นก

นายพรานโดนมดกัดร้องอุทานเสียงดัง ธนูหลุดมือ  นกพิราบได้ยินเสียงอุทานก็บินหนีไปทันทีและนึกขอบคุณมดว่า เรารอดตายเพราะเพื่อนตัวน้อยๆ คือมด มดช่วยนกทันการณ์เพราะตัดสินใจทันเวลา ถ้ามดช้านิดเดียวนกคงตายแล้ว สัตว์ทั้งสองรู้จักเตือนตนให้รีบทำการทันเวลา

การเตือนตนในช่วงปีใหม่ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
(๑) อ่านตนออก  (๒) บอกตนได้  (๓) ใช้ตนเป็น (๔) เห็นตนชัด

          (๑) อ่านตนออก สิ่งที่เราจะทำในอนาคตตรงกับจุดเด่นที่เรามีหรือไม่ หาจุดเด่นให้พบ ถ้าไม่มีต้องเสริมจุดด้อยให้เป็นจุดเด่น
          (๒) บอกตนได้ คือ สอนตน บอกตน เตือนตนให้แก้ไขจุดอ่อนด้วยการพัฒนาตนให้พร้อมที่จะรับหรือทำสิ่งใหม่ในปีใหม่
          (๓) ใช้ตนเป็น หมายถึง ตัดสินใจทันเหตุการณ์ เมื่อถึงเวลาต้องทำ อย่ามัวโอ้เอ้อืดอาด เช่นเดียวกับ มดที่ตัดสินใจกัดเท้านายพรานช่วยนกให้รอดตาย  เวลาไม่คอยท่าใคร

เวลาและวารี    มิได้มีที่คอยใคร
เรือเมล์และรถไฟ   ก็ต้องไปตามเวลา
โอ้เอ้และอืดอาด    มักจะพลาดปรารถนา
พลาดแล้วจะโศกา   อนิจจาเราช้าเอง

          (๔) เห็นตนชัด เห็นความไม่เที่ยง เผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังในกรณีที่ไม่เป็นไปตามที่เราวาดฝัน

วันนี้เป็นวันที่สำคัญที่สุด ถ้าคิดจะเตรียมการเพื่อปีหน้าที่ดีกว่า ให้ทำตั้งแต่ปีนี้ อยากจะสร้างอนาคตสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ให้เริ่มทำตั้งแต่วันนี้

วันไหนไหน ไม่สำคัญ เท่าวันนี้   เป็นวันที่ สำคัญ กว่าวันไหน
มะรืนนี้ พรุ่งนี้ ดีอย่างไร    ก็ยังไม่ สำคัญ เท่าวันนี้

วันนี้ ถ้าเราจะทำดีอะไรได้ ให้รีบทำ  เพราะเมื่อทำดีแล้ว ความดีจะพาวันพรุ่งนี้ซึ่งดีกว่ามาพบเรา ถ้าจะเดินทางหนึ่งหมื่นลี้ มันต้องเริ่มที่ก้าวแรก ปีหน้าจะดีแค่ไหน เพียงไร มันอยู่ที่วันนี้ เริ่มวันนี้อย่างดีแล้วทำดีต่อไปด้วยการเตือนตนคือ อ่านตนออกว่ามีจุดเด่นอะไร บอกตนได้ที่ให้แก้ไขจุดด้อย ใช้ตนเป็นเมื่อมีโอกาสต้องตัดสินใจ เห็นตนชัด คือไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ปิ้งปลาหมอ งอแล้วกลับ  นี่คำขำ
เจ็บแล้วจำ ใส่กระบาล นี่ขานไข
ผิดแล้วแก้ กลับตัว เปลี่ยนหัวใจ
จะมีใคร มาวอน ไม่สอนตน

*****************
พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙, ศ.,ดร.)

Share.

About Author

นพดล เพ็ญประชุม