“ธรรมกถาที่ราชประสงค์” พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

0

ในนามของ คณะสงฆ์ที่รับอาราธนามาในพิธีบำเพ็ญมหากุศลครั้งนี้ขอ อนุโมทนาต่อคณะรัฐบาล กรุงเทพมหานคร และประชาคมราชประสงค์ ซึ่งในที่นี้มีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีหม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้นเป็นประธาน พร้อมทั้งญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ที่ได้รำลึกนึกถึงเหตุการณ์อันก่อให้เกิดความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ณ แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘  ที่ผ่านมา จึงได้รวมพลังกันทุกภาคส่วน จัดพิธีบำเพ็ญมหากุศลตามคติของ ๕ ศาสนาสำคัญในประเทศไทย คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์

ในส่วนของพระพุทธศาสนา การบำเพ็ญกุศลนี้มีวัตถุประสงค์อยู่ ๓ ประการ คือ
(๑) เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้แสดงน้ำใจ
(๒) เพื่อให้ได้ธรรมะ
(๓) เพื่อกระทำทักษิณานุประทาน คือทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์
ประการแรกเป็นการแสดงน้ำใจ คือแสดงน้ำใจอาลัยรักผู้เสียชีวิตจำนวน ๒๐ คน และแสดงความเห็นใจแด่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีก ๑๓๐ คน รวมทั้งผู้ที่เป็นญาติสนิทมิตรสหายของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหลาย เราได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ว่าเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น มันเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงที่สุดในกรุงเทพมหานคร เราจึงมาแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องมาประสบ เคราะห์กรรมที่นี่ การที่เราได้มาแสดงน้ำใจวันนี้ มิใช่เฉพาะแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม คือ ผู้ประกอบการในย่านราชประสงค์ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้กันทั้ง นั้น

การที่เรามาประชุมร่วมกันทำบุญทำกุศลนี้นับเป็นการรวมพลังเพื่อยืนหยัด มั่นคงในคุณค่าแห่งสามัคคีธรรม มีคำกล่าวว่า “ความสามัคคีของกัลยาณมิตรเพิ่มความสุขเป็นหลายเท่า ลดความเศร้าให้หมดไป” เมื่อเราได้ดีมีสุข เราไม่ได้เสวยสุขตามลำพัง เราเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานกันคับคั่ง  ดังพระบาลีว่า “ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิในเวลามีข้าวน้ำบริบูรณ์ เรานึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก”
ในทำนองกลับกัน ในยามที่เราสูญเสียหรือประสบความทุกข์ยาก เรานึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก อยากให้เขามาอยู่เคียงข้างเพื่อปลุกปลอบใจหรือเป็นกำลังใจให้เราผ่านช่วง เวลาแห่งความสูญเสียไปให้ได้  ดังที่ตอนนี้มีการโฆษณาทางโทรทัศน์เป็นภาษาอังกฤษว่า “Stronger Together เมื่อรวมกันเราจะเข้มแข็งยิ่งขึ้น” ตามคติโบราณที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันอยู่เราตาย”

ประการที่สอง เพื่อให้ได้ธรรมะ นอกจากเราจะได้แสดงน้ำใจสร้างความสามัคคีแล้ว เรายังได้โอกาสที่จะคำนึงถึงธรรมะเรื่องอนิจจังความไม่เที่ยง นั่นคือชีวิตมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าวันหนึ่งหลายชีวิตจากหลายประเทศจะมาถึงจุดจบอย่าง กะทันหันที่ราชประสงค์  เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ที่ว่า

“เห็นหน้าอยู่เมื่อเช้า    สายตาย
สายอยู่สุขสบาย        บ่ายม้วย
บ่ายสดชื่นรื่นราย       เย็นดับ ชีพแฮ
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย  ค่ำม้วยอาสัญ”

ลองนึกถึงหัวอกของผู้ที่ยังอยู่ว่าจะโศกเศร้าเสียใจเพียงไรเมื่อคนอันเป็น ที่รักต้องมาล่วงลับดับไปอย่างไม่ทันได้บอกลาที่ราชประสงค์ ใครที่สร้างความรุนแรงให้เกิดความสูญเสียครั้งนี้ต้องตระหนักในใจว่าได้ สร้างบาปมหันต์

ความสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนสอนธรรมะเรื่องความไม่ประมาทให้กับเราท่าน ทั้งหลายในการรักษาความปลอดภัยให้กับบ้านเมืองของเรา เพราะเหตุที่ว่า ความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียชีวิตจำนวนมากอย่างนี้ไม่เคยเกิดที่ กรุงเทพมหานครมาก่อน เราคนไทยไม่ควรจะยอมรับวิธีการอันรุนแรงเช่นนี้ เพราะความรุนแรงก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เราต้องปฏิเสธความรุนแรง เพราะว่าความรุนแรงจะสร้างความรุนแรงต่อไป ชัยชนะที่ได้มาด้วยความรุนแรงจะอยู่ได้ไม่นานเพราะผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมผูกอาฆาตและหาทางแก้แค้น  มหาตมะ คานธีได้กล่าวไว้ว่า “Victory attained by violence is tantamount to a defeat for it is momentary ชัยชนะที่ได้มาด้วยความรุนแรงเท่ากับความพ่ายแพ้เพราะจะอยู่ได้ชั่วคราว” ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร ไม่ว่าในกาลไหน ๆ”

การใช้วิธีการรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องไม่เป็นความ คุ้นชินของคนไทยเรา คนไทยต้องอยู่ร่วมกันด้วยความรักสมัคสมานสามัคคีอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ห่วงว่าสักวันหนึ่ง เด็กรุ่นต่อ ๆ ไปเมื่อได้เห็นตัวอย่างแห่งความรุนแรงก็จะยอมรับเอาความรุนแรงเช่นนี้มาเป็น วิธีในการแก้ไขปัญหาในบ้านเมือง เราท่านทั้งหลายมาประชุมร่วมกันวันนี้เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางออกจาก ความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้มีหน้าที่รักษาความสงบต้องมีความไม่ประมาท “ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย”  คนไทยทุกฝ่ายควรช่วยกันดูแลเป็นหูเป็นตาอย่าให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก “ปมาโท รกฺขโต มลํ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา” ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องไม่ประมาทเพราะความรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นอีกได้โดยผู้ไม่หวังดีต่อ ประเทศไทย เราคนไทยต้องมีความสามัคคีกัน อย่าสนับสนุนอย่าส่งเสริมความรุนแรง ไม่ว่าผู้สร้างความรุนแรงจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติก็ตาม  ประเทศไทยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาที่ไม่ยอมรับการกระทำที่นำไปสู่ความสูญเสีย ชีวิตทรัพย์สินอย่างนี้

เหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์ครั้งนี้ทำให้นึกถึงนิทานโบราณของไทย เรื่องกอไผ่สัมมนา เรื่องมีอยู่ว่า ไผ่กอใหญ่กอหนึ่งยืนตระหง่านมาเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งบรรดาต้นไผ่ในกอนั้นได้ประชุมสัมมนาปรึกษากันว่า
“ใครหรืออะไรคือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของกอไผ่”
หน่อไผ่บอกว่า “คนหาหน่อไม้น่ากลัวที่สุด”
ไผ่ลำใหญ่บอกว่า “กลัวช่างไม้ที่สุด”
ต้นไผ่อื่นๆบอกว่า กลัวขวาน กลัวมีด กลัวจอบ กลัวเสียม ต้นไผ่ทั้งหลายตกลงกันไม่ได้ว่าใครหรืออะไรเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ในที่สุด ต้นไผ่ที่อาวุโสที่สุดสรุปว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับกอไผ่ไม่ใช่ขวาน มีด จอบหรือเสียม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือต้นไผ่ด้วยกันนี่แหละที่คอยไปเป็นด้ามให้กับขวานมีด จอบเสียมที่มาทำลายกอไผ่ของเรา”

นิทานเรื่องนี้คงช่วยเตือนสติคนไทยบางคนหรือบางกลุ่มให้ยุติการกระทำที่คอย ไปเป็นด้ามให้คนอื่นมาทิ่มแทงกอไผ่คือประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ถ้าบังเอิญยังมีคนไทยประเภทนี้เหลืออยู่ เราก็ต้องกันเป็นหูเป็นตาระมัดระวังอันตราย พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สงฺเกยฺย สงฺกิตพฺพานิ  รกฺเขยฺยนาคตํ ภยํ ระแวงสิ่งที่ควรระแวง ระวังภัยที่ยังมาไม่ถึง

ประการสุดท้าย เราท่านทั้งหลายมากระทำทักษิณานุประทาน คือทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ ซึ่งสอดคล้องต้องตามพุทธพจน์ที่ว่า  “ปุญญานิ ปรโลกสฺมึ  ปติฏฺฐา โหนติ ปาณินํ  บุญเป็นที่พึ่งอาศัยของผู้ที่ล่วงลับดับชีพไปสู่ปรโลก”  ดังคำประพันธ์ว่า  “บุญเป็นเงาเฝ้าตามติด  บุญเป็นมิตรในทุกที่  คอยช่วยเหลือเอื้ออารี  ห่างราคีปลอดโพยภัย บุญพิทักษ์บุญรักษา บุญนำพาพบสุกใส แม้ล่วงลับดับชีพไป บุญส่งให้ถึงสวรรค์สุขาวดี”

ในโอกาสนี้ ขอท่านทั้งหลายได้พร้อมใจกันตั้งกัลยาณจิตอธิษฐาน อ้างบุญกุศลที่บำเพ็ญในวันนี้ จงมารวมกันเป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย อุทิศเป็นส่วนกุศลไปให้ท่านผู้วายชนม์ทั้งหลาย ขอได้อนุโมทนาบุญเพื่อสำเร็จเป็นอิฐวิบาก สุขสมบัติ ทิพยสมบัติ ในสัมปรายภพ สมดังเจตนาปรารภของเราท่านทุกประการ

อนึ่ง บุญกุศลนี้ และคุณแห่งพระศรีรัตนตรัย จงเป็นปฏิพรย้อนสนอง ให้ประเทศไทยของเราจงมีสุข สันติ เป็นปกติสุขทุกทิพาราตรีกาล ขอคณะรัฐบาล กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน โดยเฉพาะประชาคมราชประสงค์ จงปราศจาก ทุกข์ โศก โรค ภัย อุปัทวันตรายทั้งปวง เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสารสมบัติ ธนสารสมบัติ ปรารถนาสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ขอให้ความปรารถนาเหล่านั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ สมมโนรถมุ่งมาดปารารถนาทุกประการ ตลอดกาลนาน เทอญ

14402304191440230434l

Share.

About Author

นพดล เพ็ญประชุม